ผงชูรส อันตรายจริงหรือไม่

ผงชูรส

ผงชูรส หรือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต มีลัการะเป็นผงสีขาว ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น แต่ช่วยชูรสชาติอื่น ๆ ให้เด่นชัดขึ้นมาได้ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น โดยในครั้งแรกผลชูรสนั้นสกัดมาจากสาหร่ายคอมบุ แต่ในปัจจุบันได้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้แป้งมันสำปะหลัง และ กากน้ำตาลเป็นหลัก โดยการทำงานของผงชูรสเนี่ย จะส่งผลต่อปุ่มปลายประสาทที่ลิ้นกับคอ กระตุ้นให้เราสามารถรับรสชาดได้ไว และ นานขึ้น ทำให้เรารู้สึกว่าอาหารที่เราทานนั้นมีความกลมกล่อมนั้นเอง

          แล้วแบบนี้จริง ๆ แล้วผงชูรสนั้นมีอันตรายต่อร่างกายของเราไหม?

          เรื่องโทษของผงชูรสนั้นมีการพูดถึงมาอย่างยาวนานในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นกินผผงชูรสมาก ๆ แล้วจะปากแห้ ผมร่วง หรือ อาจะทำให้เกิดโรคเรื้อรังตามมาอีกมากมาย ซึ่งจริง ๆ แล้วยังไม่มีงานวิจัย หรือ ข้อมูลที่ชี้ชัดว่าการกินผงชูรสจะส่งผลต่ออาการผลร่วง ปากแห้ง หรือมีอันตรายต่อร่ากายของคนเรา เพราะหากคุณทางผงชูรสในระดับที่ไม่มากเกินไป ร่างกายก็จะสามารถขับผงชูรสออกได้โดยไม่ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายเลย แต่หากคุณบริโภคผงชูรสในปริมาณมากจนร่างกายไม่สามารถขับออกมาได้ไหวนั้นก็อาจจะเป็นผลเสียต่อร่างกายของคุณได้ เพราะผงชูรสนั้นเป็นโซเดียมประเภทหนึ่ง  ซึ่งหากร่างกายของเราได้รับโวเดียวในปริมาณที่มากจนเกินไปก็สามารถเกิดความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ และ อาจจะส่งผลต่ออาการของโรคหอบหืด และ ไมเกรนได้เช่นกัน

          แต่ในทางกลับกันก็มีงานวิจัยอีกฝั่งที่มาโต้ว่า ผงชูรสนั้นไม่มีอันตรายต่อร่างกายและสุขภาพเลย หรือหากมีก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น เพราะไอ้เจ้าสารที่อยู่ในผงชูรส หรือ เจ้ากลูตาเมตเนี่ย ก็สามารถพบได้จากพืชผักบางชนิด และ อาหารที่เราบริโภคกันในแต่ละวันอยู่แล้ว ซึ่งมีจำนวนสารกลูตาเมตที่มากกว่าในผงชูรส และ โดยปกติเราก็รับสารกลูตาเมทจากการบริโภคอาหารอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นชีส มะเขือเทศ เห็ด ซีอิ๊วต่าง ๆ เป็นต้น  ซึ่งจากการวิจัยพบว่าเราได้รับสารตัวนี้จากอาหารปกติที่ไม่ใส่ผงชูรสมากกว่าจำนวนผงชูรสที่เราบริโภคกันในแต่ละวันถึง 20-40 เท่านั้นเอง

          ทำให้เรื่องโทษของผงชูรสยังคงเป็นประเด็นในการถกเถียงของคนในสังคมต่อไป แต่ถึงแม้ว่ายังไม่มีงานวิจัยอะไรที่สามารถชี้ชัดได้ว่าสุดท้ายแล้วผงชูรสนั้นมีโทษต่อร่างกายจริงหรือไม่ แต่ทางที่ดี เราก็ควรบริโภคทุกอย่างอย่างพอดี ไม่มากเกินไปและน้อยเกินไป เพราะทุกอย่างล้วนทีทั้งข้อดี และ ข้อเสียอยู่แล้วทั้งนั้น เพราะสุดท้ายแล้วสุขภาพของเราคงไม่มีใครมาเข้าใจเท่าตัวเราอีกแล้ว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะบริโภคอะไรก็ควรบริโภคอย่างมีสติ และควรบริโภคให้หลากหลายไม่จำเจ เพื่อไม่ให้มีสารตกค้างในร่ากายของคุณมากเกินไป ไม่เช่นนั้นคุณอาจจะได้โรคใหม่ ๆ แถมมาด้วยในอนาคตอย่างแน่นอน